" มาโนช พุฒตาล"

” จุดเปลี่ยนชีวิต ” มาโนช พุฒตาล”


” มาโนช พุฒตาล” มีชื่อเล่นจริงๆ ว่า ฮะซัน แต่เราก็เรียกกันจนติดปากว่าอาซัน เป็นนักเล่าเรื่องที่หาตัวจับยากในเมืองไทย มีผลงานมาแล้วมากมาย ทั้งพิธีกร นักดนตรี นักจัดรายการวิทยุ คนทำนิตยสาร นักเขียน และอีกมากมาย แต่ครั้งหนึ่งชีวิตเขาเข้าใกล้ความตายมากที่สุด เพราะอะไรมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

” จุดเปลี่ยนชีวิต ”

คุณมาโนช : ย้อนกลับไปในช่วงชีวิตของพี่ซัน ตั้งแต่เกิดจนอายุ 20 ต้น ๆ เขาเป็นคนที่ไม่คิดจะดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีความหวาดกลัวว่าจะส่งผลไม่มีต่อสมองและสุขภาพ แต่พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยผสมกับความเป็นวัยรุ่นที่มีเพื่อนพ้องมากมาย มีสังคมที่คุยถูกคอ การเฉลิมฉลองในวาระต่าง ๆ ค่อย ๆ แทรกซึมจนกลายเป็นชีวิตประจำวันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พี่ซันเล่าว่าช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตแบบหนัก ๆ ของเขามากว่า 30 ปี
“ถ้าสมมุติไปนั่งกินกับเพื่อนแถวอนุสาวรีย์ชัย ก็พูดเลยว่ากินจนพระบิณฑบาต จนเจ้าของร้านปิดร้านแล้วบอกว่าตู้เครื่องดื่มไม่ได้ล็อกเปิดกันเองนะแล้วจ่ายตังค์ด้วยละกัน“

เรากินทุกวันไม่มีกำหนด ต่อมาเมื่อทำงานทีวี เราเลิกงานดึกประมาณ ตี 3-4 ระหว่างที่นั่งตัดต่อก็จะมีพวกซาตานทั้งหลายมารวมตัวกันในห้องตัดต่อ รอเวลาเลิกงานแล้วหาที่ไปต่อกันไม่ยอมกลับบ้านไปนอน ใช้ชีวิตแบบนี้มาจนปี 2558 อายุ 58 ผมหัวใจวาย

“เมื่อชีวิตอยู่ใกล้ความตาย”

คุณมาโนช: เหมือนกับร่างกายมันสะสมความเสื่อมโทรมมาตลอดโดยที่เราไม่รู้ตัว เส้นเลือดมันตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เนื่องมาจากอดนอน ดื่มแอลกอฮอร์ สูบบุหรี่ กินอาหารไม่ระมัดระวัง ผสมกับความเครียดด้วย ผมเป็นคนที่มีความเครียดง่าย อย่างเช่น ขับรถอยู่เห็นป้ายนักการเมืองมาตั้งอยู่บนเกาะกลางถนน ต้นไม้ที่เขาทำไว้สวย ๆ ถูกป้ายนั้นบังหมด ทำแบบนี้ได้ยังไง ผมโมโหทันทีเลยเป็นแบบนี้บ่อยมากกับทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องของเราหรือของคนอื่น มันสะสมในตัวเรื่อย ๆ

โดยเราไม่รู้ตัว จนไปให้หมอหมอตรวจคลื่นหัวใจ หมอบอกว่าหัวใจคุณมีปัญหานะ แต่เชื่อไหมผมไม่เชื่อหมอ เพราะมีความวิตกว่าหมอจะหลอกเพื่อที่จะให้เราเข้ารับการรักษาแล้วเรียกเก็บตังค์เราแพง ๆ ตอนนั้นผมมีความเชื่อแบบนั้น จนวันหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรให้กับคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ อยู่ ๆ ก็มีอาการแน่นหน้าอกตอนเดินอยู่ริมถนนจนต้องนั่งพัก

รู้สึกเหมือนจะตายเลย อยู่ ๆ พอรู้สึกดีขึ้นก็ขับรถกลับบ้าน แล้วมาเป็นที่บ้านอีกภรรยาก็ขับรถพาไปส่งโรงพยาบาล หมอบอกคุณเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบต้องทำบอลลูนเดี๋ยวนี้ ผมก็ไม่เชื่ออีกเพราะเป็นโรงพยาบาลเอกชนผมยังกังวลอยู่ว่าเขาจะหลอกเอาตังค์ ตอนนั้นผมบอกว่าถ้าจะให้ผมทำต้องพาผมไปโรงพยาบาลรามาฯ หมอต้องเอาผมขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉิน หมอต้องถือเครื่องปั๊มหัวใจ โชคดีของความไม่เชื่อเพราะมันทำให้ผมไม่กลัวความตายเลย

ระหว่างที่ถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลรามาฯ อาการทุกอย่างมันบอกแล้วว่าเราจะตายภายใน 90 นาที วันนั้นหมอบอกว่าถ้ารถติดคุณตายนะ สุดท้ายพอมาถึงโรงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉิน หมอฉายภาพให้ดูก็เห็นว่าเลือดมันไม่มาเลี้ยงหัวใจผมเลย หัวใจของผมตายไปแล้วบางส่วนเพราะเลือดไม่ไปเลี้ยง มีหัวใจที่ทำงานอยู่ 75 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบที่เคยทำมาตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา
“ผมเปลี่ยนชีวิตตัวเองฉับพลันเลย 4 ทุ่มผมบอกกับตัวเองว่าต้องพักผ่อนได้แล้วนะ แล้วมานั่งถามตัวเองว่าเมื่อก่อนเราทนอยู่ได้ยังไง เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ได้สนุก มันเหนื่อยมากนะ มันแสบคอ มันง่วง ไม่รู้จะฝืนตัวเองทำไม มาถึงตอนนี้ผมไม่ยอมฝืนตัวเองแบบนั้นอีกเลย ผมกลับมากินอาหารอย่างระมัดระวัง กินผักผลไม้ ออกกำลังกาย

“พอดูแลสุขภาพชีวิตก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมว่าผมแข็งแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

คุณมาโนช : ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนผมก็ห้าว คือเราห้าวกับเพื่อนสังสรรค์กันจน 6 ทุ่ม จริงๆ ร่างกายไม่ไหวแล้วนะ แต่ทำไมจะต้องยืนหยัดเพื่อให้สว่างคาตาก็ไม่รู้ ความสนุกก็ไม่ค่อยได้มีเท่าไหร่ด้วย เหมือนเราหลอกตัวเองว่าถ้ากูอยู่จนถึงสว่างจนพระบิณฑบาตแล้วกูจะเจ๋งมาก วันนี้มานั่งทบทวนแล้วเสียดายมากเลย ถ้าเราผ่อนๆ หน่อย 6 ทุ่มไม่ไหวแล้ว กูกลับบ้านดีกว่า ถึงวันนี้เราอาจจะแข็งแรงกว่านี้เยอะ แล้วถ้าเราแข็งแรง เราทำอะไรที่เราอยากทำได้อีกเยอะ

“ ยังมองว่าเราต้องใช้ชีวิตให้ถึงที่สุดอยู่ไหม ”

คุณมาโนช : ไม่เลย ผมสะระตะกับชีวิตแล้วว่าจะใช้ชีวิตพอดีๆ มีอยู่บางช่วงที่ผมหลงระเริงไปกับเพื่อนฝูง แต่พออายุเท่านี้แล้ว ย้เวลาไปได้ผมจะไม่ทำแบบนั้นเลยเพราะมันส่งผลเสียกับสุขภาพมาก การที่เราจะสุดโต่งไปกับวิถีชีวิตสักอย่าง มันส่งผลกับสุขภาพ แต่เราก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตเรา สุขภาพมาก่อนแทบจะทุกอย่างเลย

ถ้าสุขภาพไม่ดีสักอย่าง สิ่งที่ทำอยู่คุณก็ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเป็นเรื่องเครื่องเสียงก็ได้ บางคนทุ่มเทเงินเป็นหลายล้านบาทเพื่อจะซื้อเครื่องเสียงที่ดีที่สุด สายลำโพงเมตรละสามหมื่นบาท ซึ่งมันใส่อะไรข้างในนั้นวะ (หัวเราะ)

บางคนบอกว่าไฟเมืองไทยสกปรก ต้องซื้อเครื่องแปลงไฟมาใช้เพื่อให้ไฟสะอาดขึ้น แล้วค่อยเสียบปลั๊กเข้าเครื่องเสียงอีกทีหนึ่ง โอ้… แล้วเราจะได้เสียงชั้นเลิศ แต่หูคุณอื้อ เส้นประสาทหูคุณเสื่อม จบไหมทุกอย่างที่คุณลงทุนทำ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือต้องดูแลประสาทหูก่อน ถ้าประสาทหูคุณเนี้ยบแข็งแรงดี สามารถสัมผัสเสียงทุกชนิดได้ รับเสียงจากความถี่สูงไปยังความถี่ต่ำได้ แล้วค่อยมาทำเครื่องเสียงให้ดีที่สุด มีเครื่องเสียงดี วิเศษ แต่หูคุณพัง มันจบตั้งแต่ต้นแล้ว
ผมเพิ่งมาคิดได้ตอนอายุเยอะแล้วว่าควรให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพที่สุด

“ เหตุการณ์นั้นทำให้คุณกลัวความแก่ชราไหม ยิ่งตอนนี้ที่สถานการณ์ไวรัสระบาดคนที่จะโดนหนักๆ จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุด้วย ”

คุณมาโนช : ผมไม่รู้นะว่าธรรมชาติอาจจะต้องการกำจัดคนสูงอายุหรือเปล่ากับการที่ส่ง COVID-19 มา เพราะที่เห็นคือ COVID-19 มันจะอันตรายกับคนที่อายุเยอะ หรือว่าเป็นวิถีของธรรมชาติที่ต้องการกำจัดคนแก่วะ (หัวเราะ) เพราะว่าตอนนี้คือถ้าเป็นคนแก่เป็นก็ถือว่าเสี่ยง
แต่ความแก่ก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น เข้าศูนย์การค้ามีที่จอดรถให้ ผมเคยจอดแล้วยามแม่งวิ่งมาเลย ผมก็ยื่นบัตรประชาชนให้ดูว่าผม 64 แล้ว (หัวเราะ) หรืออย่างเวลาเข้าอุทยานแห่งชาติก็ฟรี ดูหนังครึ่งราคา ขึ้น BTS ครึ่งราคา ดีจะตาย เราต้องยอมรับว่าสังคมผู้สูงอายุมันได้เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ เมืองไทยอีก 4 ปีข้างหน้า

ก็เป็นคนแก่กันหมดแล้ว แต่จะไปตระหนกทำไม เพราะผมไม่เห็นว่าคนแก่จะเป็นปัญหาอะไร หรืออาจจะเป็นเพราะผม protect ตัวเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ผมไม่เคยให้ลูกรับผิดชอบชีวิตผมเลย เพราะผมก็รับผิดชอบลูกอยู่เลย ไม่ต้องไปตระหนกเรื่องสังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องแก้ไขคือการแก้ไขเรื่องสุขภาพของคนในสังคม
ติดตามข่าวสารและกิจกกรรมเพิ่มเติมได้ผ่http://xn--www-1kl1el8oc.sdnthailand.com/
Photo:จรูญรัฐ วิธูสุวรรณ
#เครือข่ายงดเหล้า
#แอลกอฮอล์พอกันที
#หยุดดื่มหยุดเสี่ยงเลี่ยงโควิด


Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top